วันพฤหัสบดี
โรคคาวาซากิ ความจริงที่แตกต่างจากโฆษณาไทยประกันชีวิต
ดิฉันเป็นลูกค้าไทยประกันชีวิต ประกันสุขภาพทั้งของตัวเองและทำให้ลูกเมื่อปลายปี49 ซึ่งขณะนี้ได้กำลังทำเรื่องขอยกเลิกทำประกันไป เพราะว่าผิดหวังมากกับบริการที่ได้รับ และไม่ได้ช่วยเหลือได้เลย ไม่เหมือนกับในโฆษณา แม้แต่นิดเดียว เมื่อลูกของดิฉันป่วยเป็นโรคคาวาซากิ เมื่อกลางปี 50 เรื่อง คือ เริ่มต้นลูกดิฉันป่วยหนักมาก มีอาการไข้สูง ดิฉันจึงได้ส่งลูกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ครั้งที่ 1 ลูกเข้ารับการรักษาประมาณ 7 วันโดยที่คุณหมอเองแจ้งแค่ว่าเด็กมีอาการไข้สูง แต่ไม่ได้มีการระบุว่าลูกเป็นโรคอะไร เพียงแต่มีการรักษาไปตามอาการเท่านั้น ซึ่งไม่มีอาการอะไรดีขึ้นเลย ซึ่งการรักษาครั้งแรกนั้น ดิฉันก็เคลมไป 1 ครั้ง ค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 บาท เราต้องจ่ายเพิ่ม 3,000 บาท จากนั้นก็ตัดสินใจเปลี่ยนโรงพยาบาลทันที
ซึ่งครั้งที่ 2 นี้ พาลูกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวช ครั้งที่ 2 นี้ คุณหมอตรวจอาการ สันนิษฐานว่าเป็นโรคคาวาซากิ จึงขอทำECHO หัวใจทันที พบว่าหลอดเลือดหัวใจโตพร้อมกับไข้ยังสูงและอาการอื่นๆที่บ่งบอกว่าเป็นคาวา ซากิ ซึ่งเด็กที่มีโอกาสเป็นโรคนี้นั้นมีเพียง 1 ในล้านคน (ตามที่ทางไทยประกันชีวิตมีทำโฆษณาออกไป) จึงตัดสินใจให้ยารักษาทันที เนื่องจากลูกอยู่ในอาการที่น่าวิตกมาก ซึ่งค่ารักษาแพงมากๆๆ เบ็ดเสร็จที่โรงพยาบาลแห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 170,000 บาท แต่ครั้ง นี้ ดิฉันเคลมประกันได้เพียง 16,000 บาท เท่านั้น โดยที่ตัวแทนไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากแค่โทรมาว่าเป็นห่วง เคลมได้เท่านี้นะคะ ไม่สามารถช่วยเหลือ เช็คข้อมูล หาทางออกในการเคลมประกัน หรือสอบถามอะไรได้มากไปกว่าการพูดแค่นี้ ดิฉัน ต้องโทรเข้าไปสอบถามข้อมูลเอง ว่าเพราะอะไร เราเองก็จ่ายค่าเบี้ยประกันตรงตามเวลา ทำไม 170,000 บาท แต่เคลมได้แค่ 16,000 บาท
ทางบริษัทไทยประกันชีวิต แจ้งกลับมาแค่ว่า เหลือเงินในการเบิกเคลมไปแล้วในครั้งที่ 1 เหลือเงินเคลม ได้แค่ 16,000 บาทเท่านั้น เนื่องจากวินิจฉัยของทางหมอของบริษัทแจ้งว่า การเข้ารับการรักษา 2 ครั้งนั้นเป็นการรักษาโรคเดียวกัน ต่างโรงพยาบาลจึงเบิกได้แค่นี้ แล้วคนธรรมดาอย่างเรา จะทราบได้อย่างไร ถ้าเป็นใคร จะกล้าเอาลูกรักษาที่โรงพยาบาลเดิมไหม หมอที่โรงพยาบาลแรก ก็ไม่ได้แจ้ง ไม่ได้มีการระบุเลยว่าลูกเป็นโรคอะไร ระบุแค่เพียงว่าเป็นเด็กไข้สูง กว่าจะทราบว่าเป็นโรคคาวาซากิ ก็จากโรงพยาบาลที่ 2 ไหนล่ะความช่วยเหลือที่โฆษณาออกมา ไม่ต้องอาศัยอยู่ห่างไกล รอขึ้นเครื่องพาลูกไปรักษาที่ไหน แค่ดิฉันอยู่ในกรุงเทพ ยังไม่ได้รับบริการที่ดี หรือมีการชี้แจงที่ดี อย่างที่มีในโฆษณาเลย หรือ จะโฆษณาแค่เพียงว่าอยู่ที่ไหนก็พามาส่งได้ แต่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง และนอกจากจะไม่ได้รับค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ไปตามจริงแล้ว พอแจ้งตัวแทนไปว่า ดิฉันจะขอยกเลิกประกัน เค้ายังขู่กลับมาว่า ถ้ามีการเบิกเคลมประกันไปแล้ว ยังไงจะต้องชำระค่าเบี้ยประกันต่อจนกว่าจะหมดอายุสัญญา 21 ปี ปีละ 16000 บาท คิดดูสิคะ โทษตัวเองด้วยส่วนหนึ่งที่อ่านสัญญา ไม่ละเอียดขนาดลึกซึ่ง แต่ก้อรู้สึกเสียใจว่าเราเลือกที่ประกันที่เรามั่นใจ แล้วก็ไม่คิดว่าลูกจะเป็นโรคร้าย แต่โชคร้ายก็เกิดขึ้นจึงหวังว่าที่ๆเราไว้ใจให้ดูแลจะสามารถช่วงเราได้ มากกว่านี้ 1 ในล้านตามที่โฆษณา แต่ทำกับเราแบบเป็นแค่ธรรมดาไม่ได้เห็นว่าเคสของเราเป็นเรื่องสำคัญตามที่ ได้โฆษณาไว้เลย สงสัยว่าต้องเป็นลูกค้าระดับไหน จ่ายเท่าไหร่ถึงจะได้รับการปฏิบัติตามที่ได้โฆษณาไว้
ก็อยากให้ทุกคน อ่านสัญญาดีดี ก่อนที่จะตัดสินใจทำประกันลงไป และอย่าไปหลงลมโฆษณาเกินจริงแบบนี้เลยนะคะ อและถ้าหากว่าใครเคยมีกรณีใกล้เคียง ก็อยากจะขอคำแนะนำด้วยนะคะ ว่าสามารถทำอย่างไรได้บ้าง
ความคิดเห็น
โฆษณาเวอร์กว่าของจริงแน่นอน ทุกผลิตภัณฑ์นั่นแหละ ไอ้ที่หารพ.ให้ ติดต่อเครื่องบินให้เนี่ยไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่
สำหรับกรณีของจขกท. เราของออกความเห็นในฐานะ เป็นคนที่มีกรณธรรม์หลายฉบับเลย เราว่าอยู่ที่จขกท.สมัครกรมธรรม์ประเภทไหน และทุนประกันเท่าไหร่ด้วย
สมมุติว่าเป็นกรมธรรม์แบบส่งไป 21 ปี แต่พอปีที่ ... ได้เงินคืน แสดงว่าเบี้ยประกันของคุณ 16,000 นั้น ต้องถูกแบ่งเป็นส่วนที่เป็นเงินออมด้วย ต้องดูว่าเบี้ยส่วนที่เป็นการรักษาพยาบาลมีเท่าไหร่ แล้วจากข้อมูลนั้น เค้าจะมีระบุเลยว่า เบิกค่าห้องได้วันละเท่าไหร่ ค่าหมอได้เท่าไหร่ ค่ารักษาพยาบาลครั้งละเท่าไหร่ คุณดูที่กรมธรรม์ของคุณได้เองเลย
ถ้าค่ารักษาเกินกว่าที่คุณจะได้ก็ต้องจ่ายส่วนเกิน เราว่าไม่ควรเหมารวม ถ้าคุณส่งเบี้ยประกันปีละเท่านี้ คุณจะให้ประกันเค้ารับผิดชอบเท่าหับคนที่ส่งเบี้ยปีละเป็นแสนได้อย่างไร
ส่วนเรื่องที่ว่าถ้ามีการเบิกแล้วเลิกไม่ได้ ไม่น่าจะใช่ เค้าต้องหลอกคุณแน่นอน เลิกได้แน่นอน แต่คุณจะขาดทุนเท่านั้น แต่ถ้ามองอีกกรณีนะ ถ้าแบบประกันของคุณเป็นแบบที่มีเงินออม ถ้าคุณเลิกปีที่ 2 หรือ 3 อาจไม่ได้เงินคืนเลย แต่ถ้าคุณส่งต่อไปถึงปีที่ 5 ขึ้นไป จะได้เงินคืนบางส่วน ถ้าคุณไม่ชอบประกันรักษาพยาบาลเค้า ก็ส่งต่อเฉพาะส่วนที่เป็นเงินสะสมก็ได้ เบี้ยจะลดลง แต่คุณต้องลองคำนวณดูว่าคุ้มไม๊ ปกติจำได้ประมาณเท่ากับ ด/บ 2.5 %
**** ปล. ของรับรองด้วยเกียรติ ว่าเราไม่ได้เป็นคนขายประกัน หรือ มีผลประโยชน์ใด ๆ กับบริษัทประกัน เป็นเพียงคนที่ทำประกันหลายกรมธรรม์ และเคยมีการซักไซ้จนมีความเข้าใจเรื่องประกันบ้าง
*************
เพราะแบบนี้ ถึงไม่อยากทำประกันชีวิต แถมพาล ยอมรับว่าพาลเลยพาลพวกที่ขายประกันทุกคน (เพื่อนพี่สาวคนนึงขายประกันเราก็ไม่ชอบนะ)พวกนี้ดีแต่ปาก พี่สาวเราทำของบริษัทแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง
ตอนทำ แนะให้ทำ ช่วยกัน ช่วยกัน พอเกิดไรขึ้น กว่าจะได้ละก็ รอไปเหอะ - -*เฮ้อ
*************
ประกันไม่เคยทำให้เราได้จิงๆค่ะ เรื่องจัดคนส่งไปที่โรงบาลในกรุงเทพค่ะ เพราะ อาเราอาการหัวใจกำเริบตอนมาต่างจังหวัด ขอติดต่อเรื่องขนย้ายผู้ป้วยไปที่รพ.กรุงเทพด่วน ประกันไม่ทำไรให้เลยค่ะ ตัวแทนไม่ตื่นมารับด้วยซ้ำ เราต้องติดต่อเอง อันนี่แล้วแต่คนจะคิดนะคะ แต่สำหรับเรา เรื่องนี้ทำให้เราเปลี่ยนช่องทุกครั้งที่เห็นโฆษณาหลอกลวงอันนี้...
เป็นข้อมูลก่อนซื้อประกัน บ.พวกนี้ทำโฆษณาออกมา เรียกน้ำตาคนดู
*************
ในกรณี นี้นะครับ กฎหมายคุ้มครองเรื่อง ประกัน ชีวิตไว้ว่า ประกันชีวิต เป็นสัญญาที่อาศัยความทรงชีพ หรือ มรณะ เป็นหลัก สำคัญ ถ้าเป็นกรณีที่มีการจ่ายค่ารักษาจากการเจ็บป่วยด้วยนั้น เป็นข้อตกลงเพิ่มเติมครับ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองในเรื่องนี้มากนัก ฉะนั้นต้องอ่าน รายละเอียดข้อยกเว้นให้ดีนะครับ ส่วนเรื่องการโฆษณานั้นเราเอาผิดเขาไม่ได้ด้วยสิ และการบอกเลิก สัญญาประกันชีวิต ป.พ.พ. มาตรา 894 สามรถบอกเลิกได้โดยการไม่ส่งเบี้ยประกันในเวลาใดๆก็ได้ติดต่อกัน แต่ถ้ากรณีเราทำประกันมาอย่างน้อย สามปีแล้ว เรามีสิทธิที่จะเรียกค่าเวณคืนกรมธรรม์ หรือรับกรมธรรม์ใช้สำเร็จจากผุ้ รับประกัน
กล่าวคือ ถ้าทำมาแล้ว สามปี(อย่างน้อยที่สุด)ก็มีสิทธิได้เงินคืนบ้างครับ (เฉพาะประกันชีวิตนะ)ทั้งนี้ กรูณาอ่านรายระเอียดและปรึกษา ผู้รู้กฎหมายจะดีที่สุดเพราะ ข้อยกเว้นใดไม่ทำให้บุคคลภายนอกจากคู่สัญญาประกันได้รับความเสียหายย่อมมีผล บังคับใช้ (คู่สัญญาประกันภัยได้แก่ ผู้รับประกัน ผู้เอาประกัน ผู้รับประโยชน์ ครับ )
**************
ตอนแรกก็ว่าจะทำ แต่อ่านไปอ่านมา โรคนึงรักษาติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 ครั้งมั้ง ต่อกี่ปีก็ไม่รู้ จำไม่ค่อยได้ละ แล้วตูจะทำไปทำไมเนี่ย เอาเปรียบชัดๆ
**************
เอ้าป่วยเป็นโรคเดียวกับลูกในโฆษณาเลยนะคะ สงสัยเอาเงินไปรักษาลูกคนนั้นหมดแล้ว แทนการจ่ายค่าตัวแง๋ๆ ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำประกันอะไรเลย ตายก็ตาย ไม่มีปัญหารักษา ก็ถือว่าตัวเองซวยไป ทำบุญมาน้อย ใช้ประกันสังคมเอาแล้วกัน รายได้น้อยก็ต้องยอม
**************
ยกเลิกได้ค่ะ จะเคลมหรือไม่เคลมก็ยกเลิกได้ เพื่อนๆ เราพอเจอบริการไม่ดี เค้าก็ยกเลิกกันทั้งนั้น
ไม่เห็นมีปัญหาว่าไม่ได้ บางคนจ่ายมาหลายปีแล้ว ทิ้งเสียก็ขาดทุนก็เลยถอนประกันเสริมต่างๆ ออก เหลือไว้แต่ประกันชีวิตส่งต่อปีละไม่กี่ตังค์ ได้กลับอีกทีก็ตอนครบกำหนดหรือตาย
**************
ดิชั้นก็ทำกับไทยประกันชีวิต ทำมาหลายปีไม่เคยเคลม มาปีที่ 4หรือ 5 นี่แหละ ไปนอน รพ.ครั้งนึง
นอน 4 คืน โทร.หาตัวแทนไม่ได้ miss call ไม่โทร.กลับไม่มีการช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น
ดิชั้นต้องโทร.เข้าศูนย์ และให้ รพ.ช่วยดำเนินการต่างๆ ให้หมด ทุกวันนี้ที่ตัวแทนมาเก็บเงิน ยังแค้นไม่หาย คุณภาพทุกระดับประทับใจจริงๆ ยิ่งเห็นโฆษณาตัวใหม่ ยิ่งแค้น
**************
source: pantip.com นี่เป็นคำโอดครวญของผู้บริโภค ไม่เห็นเจ้าหน้าที่บริษัทไทยประกันชีวิต จะเข้ามาดูแลแก้ปัญหา โฆษณาชวนเชื่อซาบซึ้งจนน่ำตาไหล แต่พอถึงเวลาผู้บริโภคมีปัญหาจริงๆ กลับไม่ได้รับการดูแล มีแต่เรียกน้ำตาผู้บริโภคตลอดเลย
วันอังคาร
ธุรกิจประกันชีวิตแนวใหม่ ไม่จำเป็นต้องขาย ไม่จำเป็นต้องชวนใคร
ธุรกิจประกันชีวิตแนวใหม่มาสไตล์ขายเหมือนแอมเวย์เลย อย่าคิดว่าไม่มีคนเชื่อนะ มีคนเชื่อมากเสียด้วย และมีค่าใช้จ่าย หากทำไม่ได้ตามขั้นตอนของเขาไม่ว่าจะด้วยความลำบากใจ ไม่สบายใจเขาก็ว่าเพราะคุณไม่ทำตามที่ผมบอก
โดยไม่ต้องออกชวนคน
ไม่ต้องหารายชื่อโทรตื๊อคน
ไม่ต้องสร้างความลำบากใจให้ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเพื่อขอให้ช่วย
ที่สำคัญไม่ต้องขายประกันชีวิตให้คนที่เค้าจะดูถูกและไม่ต้องการอีกต่อไป
กับระบบใหม่ "ระบบ KP" ไม่จำเป็นต้องขาย ไม่ต้องตื้อง้อ ขอใครกิน ไม่ต้องชวนใครอีกต่อไป แต่มีรายได้หลักแสน ภายใน 4-8 เดือน
การขายประกันไม่ใช่งานง่ายๆ ผู้ที่คิดจะเข้ามาในวงการประกันต้องมีความอดทน เรียนรู้ ไม่มีอะไรมาง่ายๆ การขายก็คือการขาย ไม่ต้องออกไปขายเป็นไปไม่ได้ จะทำลักษณะ mlm เหยียบหัวขึ้นไปเรื่อยๆ การโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณ
แหล่งข่าวที่ไม่ประสบความสำเร็จกับ อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต
ระวังการเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ
การประกันชีวิตแบบบำนาญ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะได้รับสิทธิ์และผลประโยชน์จำนวนแน่นอนเพื่อเป็นหลักประกันต่อการดำรงชีพเมื่อเข้าสู่วัยชรา ในบั้นปลายจะได้ไม่ติดขัดสนมากนัก ขึ้นอยู่ว่าทำบำนาญแบบไหนด้วย โดยจะได้รับเงินเป็นรายงวดตามระยะที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
แม้ว่ากรมธรรม์จะสามารถเวนคืนได้ก่อนวันครบกำหนดก็ตาม ตัวแทนประกันชีวิตโปรดทราบ เมื่อท่านได้ขายแล้วกรูณาแจ้งสิทธิ์ อันพึงมี พึงได้ พึงเสีย อย่าเอาแต่ขายประกัน ควรให้ข้อมูลรายละเอียดแก่ลูกค้าด้วยว่า จะเป็นการเสียสิทธิ์ในการนำไปหักลดหย่อนภาษี และต้องจ่ายเงินในส่วนที่ได้รับการลดหย่อนภาษี และต้องจ่ายเงินในส่วนที่ได้รับการลดหย่อนภาษีในปีก่อนๆ พร้อมเงินเพิ่มคืนให้แก่กรมสรรพากรอีกด้วย
คปภ.
บริษัทไทยประกันชีวิตไม่อนุญาติให้ทำการประชาสัมพันธ์
บริษัทไทยประกันชีวิตไม่อนุญาติให้ทำการประชาสัมพันธ์
ได้ข้อความแปลกๆ เอามาให้ดูกัน จากการค้นหาคำว่า ประกันบุตรสุดรัก อันดับแรก และอยู่ในหน้าที่ 1 เป็นของ facebook.com
facebook จัดเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) และหลายบริษัทมุ่งที่จะทำการตลาดเพื่อการประชาสัมพันธ์ในวัตถุประสงค์ต่างๆ
แล้วที่หมดเงินเป็นล้านในการโฆษณาทางทีวีเขาเรียกว่าอะไร
โฆษณาชวนเชื่อ ไทยประกันชีวิต
ไทยประกันชีวิตขอเสนอรูปแบบการเก็บออมที่ถูกแสนถูก เพียงเดือนละ 100 บาท ได้ความคุ้มครองเรื่องประกันชีวิต และอุบัติเหตุ ทั้งยังมีสิทธิ์ได้รับบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินของไทยประกันอีกด้วย
ไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บริการฉุกเฉินทางการแพทย์ฮอตไลน์ ทุกกรมธรรม์ ทุกที่ ทั่วโลก
โฆษณาชวนเชื่อ
http://prakan4u.wordpress.com
วันอาทิตย์
ส่วนลดประวัติดีกับการต่อประกัน
คงจะเคยเห็นหรือเคยทราบกันมาบ้างแล้วว่าการทำประกันนั้นถ้าไม่มีการเคลม เกิดขึ้น จะมีการจูงใจเพื่อให้ต่ออายุประกันในปีต่อไปด้วยการลดราคาหรือมีส่วนลดให้ เช่น
20% สำหรับปีที่สองหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในปีแรก
30% สำหรับปีที่สามหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสองปีที่ผ่านมา
40% สำหรับปีที่สี่หรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสามปีที่ผ่านมา
50% สำหรับปีที่ห้าหรือไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายในสี่ปีที่ผ่านมาหรือนานกว่านั้นเป็นต้นไป
แล้วที่บอกว่าลดราคาหรือเบี้ยให้นั้นเป็นความจริงหรือ?
ถ้ามองผิวเผินหรือไม่คิดอะไรจะเห็นว่ามีการลดเบี้ยประกันให้จริงๆ แต่ถ้ามองลึกลงไปในรายละเอียดหรือสังเกตดีๆแล้วจะพบว่า มีการแอบแฝงข้อความหนึ่งไว้ว่า..
“..ส่วนลดเบี้ยประกันนั้นเป็นส่วนลดที่คิดจากเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ..”
อธิบายขยายความได้ว่า การลดเบี้ยประกันไม่ว่า 20-30-40-50%นั้น ไม่ใช่การลดจากเบี้ยประกันเดิมหรือไม่ใช่การลดจากกรมธรรม์ในปีที่ทำอยู่แล้ว เอามาคิดเพื่อเป็นส่วนลดในปีถัดไป เช่น
ในปีแรกจ่ายเบี้ยไป 30000บาทและไม่เคยเรียกค่าทดแทนเลย ปีถัดมาถ้าลด 20%ก็จะเหลือ 24000บาท แต่ทำไมเรียกเก็บจริงไม่เป็นไปตามนั้นเช่นเรียกเก็บ 26000บาทเป็นต้น ซึ่งก็คือ 13.33% ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เคยมีบางท่านบอกว่ามันมีแว็ต 7%รวมอยู่ด้วย เอ้ามาลงลึกไปอีกหาเบี้ยที่แท้จริง
จาก 30000 หักแว็ต 7% หรือ 1962.62บาท ก็จะเหลือเบี้ยจริง 28037.38 บาท(รวมอากรราว 50บาท)
ถ้าคิดส่วนลด 20% จาก 28037.38 บาทหรือ 5607.48 บาท ก็จะเหลือ 22429.90 บาท
ดังนั้นเบี้ยปีต่อไปเมื่อรวมแว็ตอีก 7%หรือ 1570บาทก็ควรจะแค่ 24000 บาท
(รวมค่าอากรแล้วก็อีกไม่กี่บาทยังไงก็ไม่เกินร้อยหรอก)
แล้วทำไมจึงเรียกเก็บเกินจากนี้หละ เป็นไปได้ยังไง
มีอะไรแอบแฝงอยู่?
ก็อย่างที่เรียนข้างต้นว่าการคิดเบี้ยนั้นเขาคิดจากเบี้ยในปีนั้นๆที่จะ ทำประกัน ไม่ได้คิดจากเบี้ยในปีที่ผ่านมา แต่เบี้ยในปีนั้นๆหรือเบี้ยในปีที่จะต่อประกัน จะมีใครทราบบ้างว่ามันเท่าไหร่หรือเพิ่มลดยังไงเพราะไม่เคยมีใครหรือบริษัท ประกันที่ไหนบอก จะบอกเฉพาะในปีแรกที่จะทำเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ในปีแรกจะไม่แพงเท่าไหร่ดูสม น้ำสมเนื้อดี แต่พอเข้าปีที่สองหรือปีถัดไปกลับมาการปรับเพิ่มเบี้ย(ยังไม่เคยเห็นว่ามี การปรับลด)แต่ไม่เคยแจ้งให้ผู้ทำประกันได้ทราบ ถ้าผู้ทำประกันหรือต่อประกันไม่คิดอะไรเพราะเห็นเพียงแค่ว่ามันถูกลงแล้วก็ จะจ่ายตามที่ถูกเรียกเก็บ แต่พอมีคนโวยวายออกมาว่าทำไมไม่ลดตามที่ระบุก็จะได้รับคำตอบว่าเป็นนโยบาย ของบริษัทที่มีการปรับอัตราเบี้ยประกันใหม่ตามประกาศเลขที่….(อยู่ไหนหรือ ประกาศตั้งกะเมื่อไหร่ไม่ให้ดูหรอก)หรือมันไม่ได้คิดเฉพาะเบี้ยประกันมันยัง มีค่าอากรค่าแว็ตเข้ามาคิดด้วย(ก็แล้วแต่จะกล่าวอ้างไปต่างๆนาๆ) เช่นในกรณีที่ยกมาว่าจาก 30000 บาทหลังลดแล้วต้องจ่าย 26000 บาท ก็แสดงว่ามีการปรับเบี้ยก่อนได้รับส่วนลดจาก 30000 บาท เป็น 32500บาทเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะนำมาคิดส่วนลด แต่ที่น่าเจ็บกระดองใจคือจากการสอบถามของผู้ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันที่ออกใหม่ ป้ายแดงนำไปทำประกันก็ยังเสียเบี้ยปีแรก 30000 บาทอยู่ แสดงว่ามีการปรับเพิ่มเฉพาะผู้ที่ต่อประกันอย่างนั้นหรืออย่างงี้หมายความ ว่ายังไง
เคยทราบมั๊ยว่าไม่ได้ลดเบี้ยอย่างเดียว!
ถึงแม้บริษัทประกันจะอ้างว่าลดเบี้ยให้กับรถประวัติดีเพื่อแสดงความชื่น ชมและจริงใจและจูงใจหรือตอบแทนลูกค้าหรือด้วยคำอะไรก็แล้วแต่ที่สุดแสนจะ เริดหรู มันจริงอย่างที่เขาว่าจริงๆหรือเปล่า?
ลองดูรายละเอียดซักนิดตรงช่อง(เอาช่องเดียวก็พอ)ที่กล่าวถึงการชดเชยใน กรณีที่เกิดความเสียหายต่อรถยนต์หรือรถสูญหายหรือรถไฟไหม้อะไรพวกนี้ซึ่งอาจ จะแตกต่างกันในคำพูดแต่ละบริษัทประกัน เอาง่ายๆว่ารถหายจ่ายเท่าไหร่นั่นแหละ
ในปีแรกจ่าย 30000 ได้รับความคุ้มครอง 850000 บาท
ในปีต่อมา(อ้างว่าลด 20%)จ่ายไป 26000 บาท ได้รับการคุ้มครอง 650000 บาท
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันลดลงถึง 23.5 % แถมลดจริงๆก็แค่ 13.33% ไม่ใช่ 20%
นี่ยกมาเฉพาะรายละเอียดแค่ช่องเดียวเท่านั้นนะครับยังมีอื่นๆอีกเยอะ
การต่อประกัน!
ลองสละเวลาซักนิดนะครับเช็คดูซักหน่อยว่าเป็นอย่างที่ผมพูดไปหรือเปล่า เพราะที่พูดถึงนี่เป็นเพียงบางบริษัทเท่านั้นเพราะบางที่ก็ยังซื่อตรงอยู่ก็ ยังมี แต่ถ้าท่านเจอเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำยังไง
1. ก่อนหมดอายุประกันราว 2เดือน(อย่างน้อยที่สุดก็ 1เดือน)หรือถ้ามีหนังสือแจ้งยอดที่ต้องไปชำระค่าเบี้ยประกันในปีถัดไป ให้ลองโทรฯไปสอบถามบริษัทประกันว่าเบี้ยประกันเท่าไหร่และยอดความคุ้มครอง เป็นอย่างไร เอาหลักๆเลยเช่นรถหายจ่ายเท่าไหร่หรือผู้ขับขี่เสียชิวิตจ่ายเท่าไหร่
2. นำข้อมูลที่ได้มาคำนวนตามตัวอย่างที่ยกมาข้างบนว่าส่วนลดตรงตาม เปอร์เซ็นต์ที่แจ้งหรือเปล่ามีส่วนต่างอยู่เท่าไหร่ ถ้าใกล้เคียงกันหรือห่างกันไม่เกิน 2-300บาทก็ถือว่าพอยอมรับได้แต่ถ้ามากกว่านั้น
3. โทรฯสอบถามบริษัทประกันอื่นว่ารถเรายี่ห้อนี้/ปีนี้ ถ้าต้องการการคุ้มครองแบบเดียวกัน(กับที่บริษัทเดิมเสนอความคุ้มครองให้ )ต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่
4. ถ้าพบว่าความคุ้มครองเท่ากันแต่ราคาถูกกว่าหรือให้ความคุ้มครองมากกว่า ในราคาเท่ากัน แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันครับ แสดงว่าบริษัทที่ทำอยู่เริ่มมีอะไรที่หมกเม็ดแล้วและในปีต่อๆไปเราก็จะเจอ เช่นเดิมอีก
5. ถ้าเกิดมีการเคลมเกิดขึ้นอาจจะต้องจ่ายเบี้ยเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเช่น ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายเกิน 200%ของเบี้ยในปีนั้น ในปีต่อไปต้องจ่ายเบี้ยเพิ่มขึ้น 20%(จากเบี้ยที่กำหนดโดยไม่ทราบที่มา)เป็นต้น อันนี้แนะนำให้เปลี่ยนบริษัทประกันทันทีไม่ต้องลังเล ปล่อยให้บริษัทประกันเดิมภาคภูมิใจกับตัวเลขที่หวังว่าจะเก็บเพิ่มจากเราไป เรื่อยๆแต่ไม่ต้องต่อเปลี่ยนทันทีเพราะราคาเบี้ยประกันจะถูกลงทันที หาที่ถูกกว่าที่จะต่อกับบริษัทเดิมได้ไม่ยากหรอกครับ
*****คงฝากไว้เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆนะครับบางท่านอาจจะเคยสังเกตหรือเคย ทราบมาแล้วแต่บางท่านอาจจะยังไม่เคยทราบหรือเคยสังเกตเรื่องเหล่านี้เลย เพราะมันเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันซึ่งหน้าทีเดียว ลองดูนะครับไม่เสียหลายหรอกสละเวลาซักนิดยกหูโทรศัพท์เสียไม่กี่บาทแต่ท่าน อาจจะประหยัดเงินได้หลายร้อยหรือหลายพันบามเลยทีเดียว(ผมเคยได้สูงสุดกว่า 2000บาทครับ)*****
*****เราเป็นผู้จ่ายเงินจงเลือกในสิ่งที่เห็นว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป มากที่สุด เราเป็นลูกค้ามีสิทธิ์เลือก อย่าตกเป็นเหยื่อของความไม่ชอบธรรม บริษัทประกันต้องเป็นฝ่ายง้อเราถึงจะถูก ไม่ใช่ให้เราเป็นฝ่ายไปง้อ*****
*****ยังมีบริษัทประกันอีกมากมายให้เราเลือกใช้บริการ ใช่ว่าบริษัทใหญ่จะดีเสมอไป(อย่าให้เอ่ยชื่อเลย)บางที่ก็ใหญ่แต่ชื่อแต่ บริการไม่เป็นสัปะรดแมวแถมเล่นแง่สุดๆก็มีถมไป ปล่อยให้เขาตายไปพร้อมกับชื่อเสียงและความภาคภูมิใจนั้นเหอะครับ*****
*****เลือกที่ซื่อสัตย์จริงใจกับเรามากที่สุด ใหญ่เล็กไม่สำคัญ ขอให้บริการดีเป็นใช้ได้ ไม่ใช่ว่าเวลาเก็บตังค์นะพูดดี แต่เวลาจะเรียกร้องค่าเสียหายยังจะเราเป็นชู้จะลูกเมียท่านยังไงยังงั้นแหละ อันนี้พูดดีก็น่าต่อประกันด้วยแม้จะแพงบ้างนิดหน่อยก็ถือว่าซื้อบริการ แต่ถ้ามีการเรียกร้องค่าเสียหายแล้วเจอประเภทนี้เปลี่ยนเหอะครับไม่นาน เดี๋ยวก็เจ๊งไปเอง*****
*****การเปลี่ยนบริษัทประกันเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถติดต่อกันนานๆหรืออาจ จะไม่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนผู้ที่วางแผนขายล่วงหน้าไว้แล้วการเปลี่ยนบริษัทประกันอาจจะถูกมองว่า เป็นการหมกเม็ดหรือลบประวัติไม่ดีทิ้งก็อาจจะเป็นได้ แต่ถ้าการวางแผนขายนั้นอยู่ในรูปของการตีเทิร์นหรือขายเข้าเต็นท์ก็ไม่มี ปัญหาแต่อย่างใด มันก็เป็นดาบสองคมเสมอ แต่สิ่งที่ได้รับจากการเปลี่ยนบริษัทประกันคือเราจะรู้ว่าบริษัทถูกกว่า -บริการดีกว่า-ไม่เล่นแง่ตอนเคลม และเมื่อนั้นเราก็สามารถผูกขาดการทำประกันกับบริษัทที่เราเห็นว่าดีที่สุด ได้เลย เป็นสิ่งที่น่าค้นหาคำตอบนะครับ*****
……….ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึกและบทเรียนจากประสบการณ์ส่วน ตัวเท่านั้น…ไม่ได้ต้องการสร้างศัตรูหรือว่ากล่าวให้ร้ายกับบุคคลหนึ่งบุคคล ใดหรือบริษัทหนึ่งบริษัทใด……แค่อยากสื่ออกไปในสิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต เท่านั้น….โปรดไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ……..ถ้าส่งหนึ่งสิ่งใดหรือคำ พูดใดๆสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใครหรือท่านใดก็ขอกราบอภัยล่วงหน้านะ ครับ……..
ที่มา one2car.com คุณ 666
หรือตัวแทนขายประกัน จะสูญพันธุ์ในไม่ช้า
หรือตัวแทนขายประกัน จะสูญพันธุ์ในไม่ช้า
จากสภาพงานขายประกันใน ปัจจุบันที่เหล่านายหน้า ตัวแทนโดยเฉพาะประกันชีิวิตนั้น ได้ัรับผลกระทบจากการที่ธนาคารได้เข้ามาทำหน้าที่เป็น นายหน้าขายประกัน ชิงงาน ชิงเงิน ตัวแทนขายประกันไป
จากสภาพงานขายประกันใน ปัจจุบันที่เหล่านายหน้า ตัวแทนโดยเฉพาะประกันชีิวิตนั้น ได้ัรับผลกระทบจากการที่ธนาคารได้เข้ามาทำหน้าที่เป็น นายหน้าขายประกัน ชิงงาน ชิงเงิน ตัวแทนขายประกันไป
ทำให้มองไปในอนาคตว่า เหล่าพวกนายหน้า หรือตัวแทนขายประกัน จะอยู่ในสังคมได้อีกนานแค่ไหน โดยเฉพาะการเข้าสู่วงการใหม่ ลูกค้ายังน้อย ต้องปรับตัวอย่างไร
ธนาคารมาแย่งอาชีพการขายประกันไป
ธนาคาร แรกเริ่มมาก่อตั้งเพื่อทำการรับฝากเงิน และเอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับคนที่ต้องการไปลงทุน เพื่อกินส่วนต่าง แต่หลังๆ มา ธนาคารของไทยเรา เริ่มทำตัวให้เป็นที่ปวดหัว ทั้งกับประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังเคยออกมาบ่น เนื่องจากรับเงินฝากเหมือนเดิม แต่โมเดลการหาเงินเปลี่ยนไปเป็น หากินกับค่าธรรมเนียมต่างๆ และหลังๆ มานี้เริ่มค้นพบตัวเองใหม่ คืองานขายประกัน ทำให้โครงสร้างที่ควรจะเป็นคือ รับเงินฝาก และปล่อยกู้ให้คนที่มีเครดิตดี เริ่มเปลี่ยนเป็น รับเงินฝาก หากำไรจากค่าธรรมเนียม มีผลกับเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับกู้ก็สูงเหลือเกิน แต่ท่านคงไม่สน เพราะหากินกับค่าธรรมเนียม ก็จ่ายโบนัสให้พนักงานได้หลายเดือนละ
ธนาคารมาแย่งอาชีพการขายประกันไป
ธนาคาร แรกเริ่มมาก่อตั้งเพื่อทำการรับฝากเงิน และเอาเงินไปปล่อยกู้ให้กับคนที่ต้องการไปลงทุน เพื่อกินส่วนต่าง แต่หลังๆ มา ธนาคารของไทยเรา เริ่มทำตัวให้เป็นที่ปวดหัว ทั้งกับประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังเคยออกมาบ่น เนื่องจากรับเงินฝากเหมือนเดิม แต่โมเดลการหาเงินเปลี่ยนไปเป็น หากินกับค่าธรรมเนียมต่างๆ และหลังๆ มานี้เริ่มค้นพบตัวเองใหม่ คืองานขายประกัน ทำให้โครงสร้างที่ควรจะเป็นคือ รับเงินฝาก และปล่อยกู้ให้คนที่มีเครดิตดี เริ่มเปลี่ยนเป็น รับเงินฝาก หากำไรจากค่าธรรมเนียม มีผลกับเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับกู้ก็สูงเหลือเกิน แต่ท่านคงไม่สน เพราะหากินกับค่าธรรมเนียม ก็จ่ายโบนัสให้พนักงานได้หลายเดือนละ
ที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล คือทางรอดของตัวแทน นายหน้าขายประกันชีวิต
ไม่ใช่ว่า โมเดลการขายประกันผ่านธนาคารจะมีเฉพาะประเทศไทยที่เดียว ประเทศอื่นบางประเทศ ก็ได้ก้าวผ่านช่วงนี้ไปแล้ว บทสรุปแล้ว จะเป็นแบบ บริษัทประกันเป็นเจ้าของสินค้่า หาช่องทางการจำหน่าย เริ่มแรกก็เป็นตัวแทนเอาสินค้าไปขาย ปากต่อปาก ต่อจากนั้น เป็นการขายทางโทรศัพท์ พัฒนาไปเป็นการขายผ่านธนาคาร และในที่สุดจะมีการตั้งที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัว เพื่อปรึกษาด้านการทำประกัน การลดหย่อนภาษี และการเตรียมแบ่งมรดกให้บุตรต่างๆ จุดแข็งทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดได้ วันนี้ถ้าจะคิดอยู่รอดในธุรกิจประเภทนี้ คุณมีจุดแข็งอะไรที่คนอื่นไม่มีบ้าง ...
ThaiInsuranceBoard.Com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


